Tag Archives: ประโยชน์

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)

ประโยชน์

ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

  • กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ
  • กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย
  • กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
  • กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และ กรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33%
  • กลุ่มวิตามิน B – Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
  • กลุ่มแกมมา – ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก

ประโยชน์น้ำมันโบราจ (Borage oil)


ประโยชน์น้ำมันโบราจ (Borage oil) 

เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดโบราจ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 6 ชื่อว่า แกมมาไลโนเลอิก (Gamma Liaolemic Acid, GLA )

        น้ำมันโบราจ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องสร้างจากกรดไขมันจำเป็น GLA ไม่พบในพืชน้ำมันทั่วไป หรืออาจพบได้น้อยมาก พบได้ในพืชพวกสาหร่าย และแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น และพบมากในน้ำนมคน เฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้น จำนวนเปอร์เซนต์ของ GLA ในน้ำโบราจ จะมีปริมาณมากกว่าในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

         น้ำมันโบราจมีประโยชนต่อร่างกายมนุษย์ เพราะมี แกมมาไลโนเลนิก (GLA) เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ในการสร้างสารที่มีประโยชน์มากมายในเซลล์ ช่วยรักษาการสร้างสมดุลของการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ และเป็นสารตั้งต้น สารกึ่งฮอร์โมนโพสตาแกลนดิน ที่มีผลมากมายต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวกับประจำ เดือนของสตรี เป็นอาการผิดปกติของสตรี อาจเกิดขึ้นได้ในระยะ 14 วัน

        ก่อนมีประจำเดือน จนถึง 2-3 วันหลังมีประจำเดือน 95% ของ สตรีจะมีอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อยากอาหารมากเกินไป กังวล ตื่นเต้น มึนงง หงุดหงิด ง่วงนอน นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ หอบ เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ แน่นท้อง เจ็บหน้าอก ท้องผูก ท้องเสีย หน้าแดง ปวดศีรษะไมเกรน ปวดข้อ บวมตามมือตามเท้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ปวดอุ้งเชิงกราน เจ็บเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ผิวของเราต้องการกรดไขมันที่จำเป็นเพื่อให้คงสภาพเดิมไม่เหี่ยวย่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผิวหนังจึงต้องการกรดไขมันที่จำเป็นจากอาหารที่เราทานมากกว่าเดิม สำหรับคุณผู้หญิงที่เลิกทานอาหารที่มีไขมันทุกอย่าง เพื่อให้ดูผอมอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีผิวพรรณที่สวยใส เล็บแข็งแรงและผมเป็นเงางาม


       สิ่งที่เห็นได้ชัด หากร่างกายขาดกรดไขมันคือ ผิวหนังจะแห้งและหยาบกร้าน เล็บเปราะและหักง่าย ผมบางลงและไม่เงางาม รวมทั้งเกิดรังแค ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะผิวเสียอย่างรุ่นแรง เช่น อาการคัน โรคผิวหนังอักเสบ หรือ ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง

       แกมมาไลโนเลนิก (GLA) ในน้ำมันโบราจ ยังช่วยเรื่องผิวพรรณของเราได้ด้วย เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผิวของเราก็ต้องการกรดไขมันที่จำเป็น เพื่อให้คงสภาพเดิมไม่เหี่ยวย่น ผิวหนังจึงต้องการกรดไขมันที่จำเป็นจากอาหารที่เรารับประทานมากกว่าเดิม กรดไขมันจำเป็นชนิดแกมม่าไลโนเลอิก (GLA) ที่พบมากในน้ำมันเมล็ดโบราจ มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการยับยั้งการออกฤทธิ์ของสาร Leukotriene B4 ซึ่งเป็นสารเคมีที่กระตุ้นอาการอักเสบ การวิจัยทางคลินิกก็สนับสนุนการใช้น้ำมันเมล็ดโบราจเป็นอาหารเสริม ช่วยในการดูแลสุขภาพอีกทางหนึ่งด้วย

ประโยชน์ของไฟเบอร์ต่อร่างกาย

เส้นใยอาหาร (Fiber) คืออะไร
ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร ส่วนใหญ่เราจะได้จากส่วนโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมีโครงสร้างประกอบไปด้วยโมเลกุลน้ำตาลมาต่อกันอย่างซับซ้อน Fiber จะไม่โดนย่อยด้วยกรดในกระเพาะอาหารและเอนไซม์ในลำไส้เล็ก มันจึงเป็นกากที่จะไปเบียดบังพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร เวลารับประทานเข้าไปจึงรู้สึกอิ่ม อีกทั้งมันเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน เมื่อรับประทานเข้าไปจึงไม่ก่อให้เกิดพลังงานส่วนเกิน แต่ในทางตรงข้ามมันกลับไปช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันและ คลอเลสเทอรอล อีกด้วย นอกจากนี้มันยังช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากโรค มะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงจากไขมันอุดตันหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเนื่องจากมันช่วยในเรื่องระบบการขับถ่ายให้ดีขึ้นนั่นเองมันจึงช่วยบรรเทาอาการ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ด้วย ไฟเบอร์แบ่งได้ 2 ชนิดคือ

1. ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ เวลาละลายน้ำจะเห็นเป็นลักษณะเมือกๆ พบมากในผลไม้ ถั่ว ข้าวโอ๊ต เป็นต้น

2. ไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ จะพบมากใน ข้าวซ้อมมือ รำข้าว ผักต่าง

ประโยชน์ของไฟเบอร์ต่อร่างกาย

ผลต่อ คลอเลสเทอรอล และ โรคหัวใจ
จากหลายๆการศึกษาวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้เท่านั้นที่สามารถช่วยลดปริมาณ คลอเลสเทอรอล ได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประทานแทนยารักษาได้ และยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน อย่างไรก็ตามไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจ

ผลต่อโรค เบาหวาน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจับพบอีกว่าไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทานไฟเบอร์มากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็น เบาหวาน

ผลต่ออาการท้องผูก-มะเร็งลำไส้
การรับประทานไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเช่นกัน

ลดความอ้วน
เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ ลดน้ำหนัก ได้

แหล่งอาหารที่จะได้รับไฟเบอร์
เราสามารถได้จากพวกธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผลส้มแขก เมล็ดแมงลัก

ข้อควรระวัง
ในรายที่เป็นโรคขาดสารอาหารหรือ วิตามิน หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน