Tag Archives: ช่วยต้านโรค

สารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านโรค

สารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านโรค
โดย…คุณพีระพรรณ  โพธิ์ทอง


 อนุมูลอิสระ ( Free Radicle ) คือ โมเลกุลที่ไม่เสถียรและไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อการทำลายโมเลกุลอื่นๆ ต่อเนื่องไป
เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ อนุมูลอิสระจึงเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้โดยจะทำลายดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์ และอื่นๆ
ในระยะสั้นอนุมูลอิสระมีผลต่อการอักเสบ และการทำลายเนื้อเยื่อ ในระยะยาวมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ ปัจจุบันผลการศีกษาทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศพบว่า อนุมูลอิสระมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดต่อหลายชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งเป็น
สาเหตุแห่งการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและคนทั่วโลก

ร่างกายได้รับอนุมูลอิสระจากไหน

ภายใน อนุมูลอิสระสามารถผลิตขึ้นเองในร่างกายโดยได้จาก
          1. การหายใจ จากขบวนการเผาผลาญภายในร่างกายตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น(Oxidation) โดยมีออกซิเจน
เป็นตัวเร่ง
          2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการฆ่าเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว
ภายนอก ได้รับจาก แสงแดด, รังสี UV, ควันจากท่อไอเสีย, มลพิษในอากาศ, ฝุ่น, ควันบุหรี่,แอลกอฮอล์, สารเคมีในอาหาร, อาหารที่มีกรด
ไขมันไม่อิ่ม, อาหารที่มีธาตุเหล็กมากกว่าปกติ,อาหารที่ไหม้เกรียม ยารักษาโรค ฯลฯ

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คืออะไร
          สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้พวกอนุมูลอิสระก่อตัวขึ้น โดยจะทำการยับยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ และ
หยุดการก่อตัวใหม่ของอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากตัวอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งช่วยกำจัด
และแทนที่โมเลกุลที่ถูกทำลาย

บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
          มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลายโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น
โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ โดย
ปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูล
อิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดจาก
อนุมูลอิสระได้ ๒ ทาง คือ
          ๑. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
          ๒. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระได้จากที่ไหน
          1. สารต้านอนุมูลอิสระจะสามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยร่างกายมนุษย์ซึ่งก็คือเอนไซม์บางชนิด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antio-
xidants ) ได้แก่ Superoxide dismutase , Catalese , Glutathione peroxidase , Glutathione reductase นอกจากนี้ยังมีสาร
ต้านอนุมูลอิสระอีกบางตัวที่พบในร่างกายซึ่งไม่ใช่เอนไซม์ ได้แก่ Ceruloplasmin Hemopexin Uric acid เป็นต้น แต่ปัญหาคือร่างกาย
เรารับสารพิษเกินไป ในปัจจุบันทำให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เองไม่เพียงพอ
          2. ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากภายนอกซึ่งมาจาก “อาหาร” โดยเฉพาะอาหารประเภทผัก ผลไม้ซึ่งผลการศึกษาทางคลินิก
และระบาดวิทยาระบุว่า คนที่นิยมบริโภค ผักสด ผลไม้จะมีความเสี่ยง ในการเกิดโรคน้อยกว่าผู้ที่ไม่นิยมบริโภคผัก ผลไม้

แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ
           สารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ซิลิเนียม สังกะสี แคโรทีนอยด์
(เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) ที่มีการศึกษาค่อนข้างมากคือ สารพฤกษเคมี ( phytochemicals) สารเหล่านี้พบได้ทั่วไปในพืช โดยมาก
พืชสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น ป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคและแมลง ให้สีสันกับพืช การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูล
อิสระเหล่านี้จะช่วยให้ระบบแอนติออกซิแดนซ์ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          1. วิตามินซี อาหารที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บลอกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ
ผักหวาน ผักกาดเขียว ตำลึง ผักบุ้ง เป็นต้น
2. วิตามินอี มีในน้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย
เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี
3. ซีลีเนียม มีมากในอาหารทะเล ปลาทูน่า เนื้อสัตว์และตับ บะหมี่ ไก่ ปลา ขนมปังโฮลวีต
4. วิตามินเอ มีมากในตับหมู ตับไก่ ไข่โดยเฉพาะไข่แดง น้ำนม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง
ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ
5. แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) มีมากในผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง
ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

ตารางแสดงปริมาณเบต้าแคโรทีนในผลไม้

10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีเบต้าแคโรทีนสูงสุด
(สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง) 

ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
873
2. มะเขือเทศราชินี
639
3. มะละกอสุก
532
4. แคนตาลูปเหลือง
217
5. มะปรางหวาน
230
6. มะยงชิด
207
7. สับปะรดภูเก็ต
150
8. แตงโม
122
9. ส้มสายน้ำผึ้ง
101
10. ลูกพลับ
93

มะละกอ ควรเป็นมะละกอสุก เนื่องจากสารเบต้าแคโรทีน หรือสารต้านอนุมูลอิสระสีเหลืองส้มมีพบเพิ่มขึ้นในผลไม้สุกมากกว่าผลไม้
ดิบเพราะฉะนั้นถ้ากินส้มตำทุกวัน จะได้สารเบต้าแคโรทีนน้อยมาก ควรเสริมแครอทเข้าไป จะได้เบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้น
เบต้าแคโรทีนจะดูดซึมได้ดีต้องอาศัยไขมันเล็กน้อยในอาหาร ถ้ากินแต่ส้มตำใส่แครอท การดูดซึมจะยังไม่ดีพอควรกินพร้อมถั่วลิสงทำ
เองใหม่ๆ เพราะถั่วลิสงมีน้ำมันค่อนข้างมาก หรือกินพร้อมอาหารที่มีน้ำมันเล็กน้อย เช่น ผัดผักรวม ฯลฯ จะเพิ่มการดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้

 ค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร
ORAC Score หรือคะแนนโอแรค ย่อมาจาก Oxygen Radical Absorbance Capacity เป็นคะแนนที่ได้จากการทดลองหาค่า
ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหารจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กรรมวิธี และกระบวนการในการตรวจหาค่า ORAC Score ของอาหารแต่ละชนิดให้เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยสถาบันที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับระดับโลก

ว่าเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบสารต้านอนุมูลอิสระจนได้รับสิทธิบัตรในการตรวจสอบค่า ORAC Score คือ Brunswick Laboratories ซึ่งค่าที่ได้สามารถเป็นบรรทัดฐานในการประเมินประสิทธิภาพของอาหารแต่ละชนิดที่มีความสามารถในการต่อต้าน
อนุมูลอิสระ

อาหารที่มีค่า ORAC Score สูง แสดงว่ามีประสิทธิภาพการยับยั้งอนุมูลอิสระได้ดี
ร่างกายคนเราต้องการผักและผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระทุกวัน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ลูกพรุน ลูกพรัม บลอกโคลี่ องุ่นแดง จะมีค่า
ORAC Score สูง ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่น้อยที่สุดที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ คือ 3,500 – 6,000 หน่วย ORAC Score แต่เป็นค่า
ที่ไม่สามารถปกป้องร่างกายจากโรคภัย ไข้เจ็บได้ หากต้องการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ต้องสูงกว่านี้มากและ
ต้องได้รับทุกวัน

ต้องการดูแลสุขภาพ อย่าลืมเติมสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้เพียงพอในทุกๆ วัน
แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถชะลอให้ความเสียหายเกิดช้าลงได้ โดยเฉพาะโรค
เรื้อรังซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตรายและเสียหายมาเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้
จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ ดังนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสาร
ต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสาร ต้านอนุมูลอิสระและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น
เราควรจะรับประทานอาหารให้ได้ปริมาณ ORAC Score เป็นจำนวนเท่าไร ?ในแต่ละวัน คำตอบอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ซึ่งอาจจะสามารถจำแนกตามช่วงอายุ เช่น เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชราหรืออาจจะจำแนกตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น คนที่มี
สุขภาพดีมากกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่กำลังรอรับการรักษา หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมการกินอาหารที่มีไขมันสูง พักผ่อนน้อย พักอาศัยหรืออยู่ใน
เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมาก จากผลการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารที่มีค่า ORAC Score สูงติดต่อกันจะสามารถเพิ่มความสามารถใน
การต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจวัดได้ในเลือดถึง 25% ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพหลายราย ต่างก็เปิดเผยค่า ORAC Score ไว้ใน
ฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการ เลือกซื้ออาหารที่ดี และเหมาะสมในการดูแลสุขภาพต่อไป
ดังนั้น ถ้าเรากินสารอาหารที่มีค่า ORAC สูง ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสูงด้วยเช่นกัน แต่การวัดค่า
ORAC นั้น เป็นการวัดค่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ละลายได้เฉพาะ ในน้ำได้เท่านั้น (เช่น Vitamin B บางชนิด และ Vitamin C) ส่วนสาร
ต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการนี้ (เช่น Vitamin A, Vitamin E, Vitamin D, Vitamin K ฯลฯ)
เพราะฉะนั้น หากผลิตภัณฑ์ใดที่มี ORAC SCORE สูง ให้เข้าใจว่าเป็นการวัดค่า ORAC เฉพาะสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant
ที่ละลายเฉพาะในน้ำเท่านั้น

เอกสารอ้างอิง
……………………………………………………………………………………………………………
“ สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร” นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 316 , 08/2548
บทความพิเศษ ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์

“สารต้านอนุมูลอิสระ” บทความวิจัยข้าว โดย ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อ.ริญ เจริญศิริ สถาบันวิจัย
โภชนาการ ม.มหิดล รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร นายศิริพัฒน์ เรืองพยัคฆ์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน,
18 กุมภาพันธ์ 2010 ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน