Category Archives: เรดมอส

เรดมอส Redmos

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)

ประโยชน์

ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

  • กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ
  • กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย
  • กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
  • กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และ กรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33%
  • กลุ่มวิตามิน B – Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
  • กลุ่มแกมมา – ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก

สารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านโรค

สารต้านอนุมูลอิสระช่วยต้านโรค
โดย…คุณพีระพรรณ  โพธิ์ทอง


 อนุมูลอิสระ ( Free Radicle ) คือ โมเลกุลที่ไม่เสถียรและไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อการทำลายโมเลกุลอื่นๆ ต่อเนื่องไป
เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ อนุมูลอิสระจึงเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้โดยจะทำลายดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์ และอื่นๆ
ในระยะสั้นอนุมูลอิสระมีผลต่อการอักเสบ และการทำลายเนื้อเยื่อ ในระยะยาวมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ ปัจจุบันผลการศีกษาทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศพบว่า อนุมูลอิสระมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดต่อหลายชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งเป็น
สาเหตุแห่งการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและคนทั่วโลก

ร่างกายได้รับอนุมูลอิสระจากไหน

ภายใน อนุมูลอิสระสามารถผลิตขึ้นเองในร่างกายโดยได้จาก
          1. การหายใจ จากขบวนการเผาผลาญภายในร่างกายตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น(Oxidation) โดยมีออกซิเจน
เป็นตัวเร่ง
          2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการฆ่าเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว
ภายนอก ได้รับจาก แสงแดด, รังสี UV, ควันจากท่อไอเสีย, มลพิษในอากาศ, ฝุ่น, ควันบุหรี่,แอลกอฮอล์, สารเคมีในอาหาร, อาหารที่มีกรด
ไขมันไม่อิ่ม, อาหารที่มีธาตุเหล็กมากกว่าปกติ,อาหารที่ไหม้เกรียม ยารักษาโรค ฯลฯ

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คืออะไร
          สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้พวกอนุมูลอิสระก่อตัวขึ้น โดยจะทำการยับยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ และ
หยุดการก่อตัวใหม่ของอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากตัวอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งช่วยกำจัด
และแทนที่โมเลกุลที่ถูกทำลาย

บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
          มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลายโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น
โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ โดย
ปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูล
อิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดจาก
อนุมูลอิสระได้ ๒ ทาง คือ
          ๑. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
          ๒. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระได้จากที่ไหน
          1. สารต้านอนุมูลอิสระจะสามารถสร้างขึ้นมาได้เองโดยร่างกายมนุษย์ซึ่งก็คือเอนไซม์บางชนิด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antio-
xidants ) ได้แก่ Superoxide dismutase , Catalese , Glutathione peroxidase , Glutathione reductase นอกจากนี้ยังมีสาร
ต้านอนุมูลอิสระอีกบางตัวที่พบในร่างกายซึ่งไม่ใช่เอนไซม์ ได้แก่ Ceruloplasmin Hemopexin Uric acid เป็นต้น แต่ปัญหาคือร่างกาย
เรารับสารพิษเกินไป ในปัจจุบันทำให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เองไม่เพียงพอ
          2. ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากภายนอกซึ่งมาจาก “อาหาร” โดยเฉพาะอาหารประเภทผัก ผลไม้ซึ่งผลการศึกษาทางคลินิก
และระบาดวิทยาระบุว่า คนที่นิยมบริโภค ผักสด ผลไม้จะมีความเสี่ยง ในการเกิดโรคน้อยกว่าผู้ที่ไม่นิยมบริโภคผัก ผลไม้

แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ
           สารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ซิลิเนียม สังกะสี แคโรทีนอยด์
(เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) ที่มีการศึกษาค่อนข้างมากคือ สารพฤกษเคมี ( phytochemicals) สารเหล่านี้พบได้ทั่วไปในพืช โดยมาก
พืชสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น ป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคและแมลง ให้สีสันกับพืช การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูล
อิสระเหล่านี้จะช่วยให้ระบบแอนติออกซิแดนซ์ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          1. วิตามินซี อาหารที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บลอกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ
ผักหวาน ผักกาดเขียว ตำลึง ผักบุ้ง เป็นต้น
2. วิตามินอี มีในน้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย
เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี
3. ซีลีเนียม มีมากในอาหารทะเล ปลาทูน่า เนื้อสัตว์และตับ บะหมี่ ไก่ ปลา ขนมปังโฮลวีต
4. วิตามินเอ มีมากในตับหมู ตับไก่ ไข่โดยเฉพาะไข่แดง น้ำนม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง
ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ
5. แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) มีมากในผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง
ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

ตารางแสดงปริมาณเบต้าแคโรทีนในผลไม้

10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีเบต้าแคโรทีนสูงสุด
(สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง) 

ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
873
2. มะเขือเทศราชินี
639
3. มะละกอสุก
532
4. แคนตาลูปเหลือง
217
5. มะปรางหวาน
230
6. มะยงชิด
207
7. สับปะรดภูเก็ต
150
8. แตงโม
122
9. ส้มสายน้ำผึ้ง
101
10. ลูกพลับ
93

มะละกอ ควรเป็นมะละกอสุก เนื่องจากสารเบต้าแคโรทีน หรือสารต้านอนุมูลอิสระสีเหลืองส้มมีพบเพิ่มขึ้นในผลไม้สุกมากกว่าผลไม้
ดิบเพราะฉะนั้นถ้ากินส้มตำทุกวัน จะได้สารเบต้าแคโรทีนน้อยมาก ควรเสริมแครอทเข้าไป จะได้เบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้น
เบต้าแคโรทีนจะดูดซึมได้ดีต้องอาศัยไขมันเล็กน้อยในอาหาร ถ้ากินแต่ส้มตำใส่แครอท การดูดซึมจะยังไม่ดีพอควรกินพร้อมถั่วลิสงทำ
เองใหม่ๆ เพราะถั่วลิสงมีน้ำมันค่อนข้างมาก หรือกินพร้อมอาหารที่มีน้ำมันเล็กน้อย เช่น ผัดผักรวม ฯลฯ จะเพิ่มการดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้

 ค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร
ORAC Score หรือคะแนนโอแรค ย่อมาจาก Oxygen Radical Absorbance Capacity เป็นคะแนนที่ได้จากการทดลองหาค่า
ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหารจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กรรมวิธี และกระบวนการในการตรวจหาค่า ORAC Score ของอาหารแต่ละชนิดให้เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยสถาบันที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับระดับโลก

ว่าเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบสารต้านอนุมูลอิสระจนได้รับสิทธิบัตรในการตรวจสอบค่า ORAC Score คือ Brunswick Laboratories ซึ่งค่าที่ได้สามารถเป็นบรรทัดฐานในการประเมินประสิทธิภาพของอาหารแต่ละชนิดที่มีความสามารถในการต่อต้าน
อนุมูลอิสระ

อาหารที่มีค่า ORAC Score สูง แสดงว่ามีประสิทธิภาพการยับยั้งอนุมูลอิสระได้ดี
ร่างกายคนเราต้องการผักและผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระทุกวัน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ลูกพรุน ลูกพรัม บลอกโคลี่ องุ่นแดง จะมีค่า
ORAC Score สูง ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่น้อยที่สุดที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ คือ 3,500 – 6,000 หน่วย ORAC Score แต่เป็นค่า
ที่ไม่สามารถปกป้องร่างกายจากโรคภัย ไข้เจ็บได้ หากต้องการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ต้องสูงกว่านี้มากและ
ต้องได้รับทุกวัน

ต้องการดูแลสุขภาพ อย่าลืมเติมสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้เพียงพอในทุกๆ วัน
แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถชะลอให้ความเสียหายเกิดช้าลงได้ โดยเฉพาะโรค
เรื้อรังซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตรายและเสียหายมาเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้
จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ ดังนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสาร
ต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสาร ต้านอนุมูลอิสระและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น
เราควรจะรับประทานอาหารให้ได้ปริมาณ ORAC Score เป็นจำนวนเท่าไร ?ในแต่ละวัน คำตอบอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ซึ่งอาจจะสามารถจำแนกตามช่วงอายุ เช่น เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชราหรืออาจจะจำแนกตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น คนที่มี
สุขภาพดีมากกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่กำลังรอรับการรักษา หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมการกินอาหารที่มีไขมันสูง พักผ่อนน้อย พักอาศัยหรืออยู่ใน
เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมาก จากผลการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารที่มีค่า ORAC Score สูงติดต่อกันจะสามารถเพิ่มความสามารถใน
การต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจวัดได้ในเลือดถึง 25% ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพหลายราย ต่างก็เปิดเผยค่า ORAC Score ไว้ใน
ฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการ เลือกซื้ออาหารที่ดี และเหมาะสมในการดูแลสุขภาพต่อไป
ดังนั้น ถ้าเรากินสารอาหารที่มีค่า ORAC สูง ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสูงด้วยเช่นกัน แต่การวัดค่า
ORAC นั้น เป็นการวัดค่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ละลายได้เฉพาะ ในน้ำได้เท่านั้น (เช่น Vitamin B บางชนิด และ Vitamin C) ส่วนสาร
ต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการนี้ (เช่น Vitamin A, Vitamin E, Vitamin D, Vitamin K ฯลฯ)
เพราะฉะนั้น หากผลิตภัณฑ์ใดที่มี ORAC SCORE สูง ให้เข้าใจว่าเป็นการวัดค่า ORAC เฉพาะสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant
ที่ละลายเฉพาะในน้ำเท่านั้น

เอกสารอ้างอิง
……………………………………………………………………………………………………………
“ สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร” นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 316 , 08/2548
บทความพิเศษ ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์

“สารต้านอนุมูลอิสระ” บทความวิจัยข้าว โดย ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อ.ริญ เจริญศิริ สถาบันวิจัย
โภชนาการ ม.มหิดล รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร นายศิริพัฒน์ เรืองพยัคฆ์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน,
18 กุมภาพันธ์ 2010 ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

น้ำมันลินสีด(Linseed oil or Flaxseed oil)?

น้ำมันลินสีด(Linseed oil or Flaxseed oil)

   ลินสีด จัดเป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจของโลกพืชหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Linum usitatissimum ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในรูปของน้ำมันที่สกัดมาจากส่วนของเมล็ด และเส้นใบที่ได้จากส่วนของลำต้น ในประเทศไทย รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของพืชนี้ และส่งเสริมให้มีการปลูกทั้งในที่สูงบนที่ราบเชิงเขา และในที่ราบ พืชชนิดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามความต้องการและการนำไปใช้ประโยชน์ คือ
1. ลินสีด (linseed) ในกรณีที่ปลูกเพื่อนำเมล็ดไปใช้ในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมัน โดยน้ำมันที่ได้มีลักษณะพิเศษ คือแห้งเร็ว ที่เรียกทั่วๆ ไป ว่าน้ำมันชักแห้ง (drying oil) จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำสี น้ำมันชักเงา น้ำยาเคลือบไม้ หมึกพิมพ์ ผ้าพลาสติก น้ำยาฟอกหนัง จารบี (grease) และสารหล่อลื่น (lubricants) เช่น ผสมกับน้ำมันสน น้ำมันตะกั่วดำ และในอุตสาหกรรมทำพรมน้ำมัน (linolium)
2. ลินิน (flaxseed) ในกรณีที่ใช้ประโยชน์จากเส้นใยจากส่วนของลำต้น
นอกจากนี้แล้ว กาก (meal) ที่ได้หลังจากการสกัดน้ำมันจากเมล็ดลินสีด ยังมีคุณค่าทางอาหารสูงและเหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวัวที่ชอบบริโภคเป็นอย่างมาก โดยกากที่ได้มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 24-36% และสามารถย่อยได้ถึง 85% นอกจากนี้กากที่ได้ยังสามารถใช้เลี้ยงสัตว์พวกที่ให้น้ำนมและให้เนื้อ รวมทั้งยังใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีปริมาณของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และพอแตสเซียมประมาณ 5, 1.4 และ 1.8% ตามลำดับ
        ลินสีด เป็นพืชที่ปรับตัวได้ดีในเขตอบอุ่น (warm) และเขตหนาว (cool temperate climates) นอกจากสามารถปลูกและใช้ประโยชน์ได้ทั้งในรูปของน้ำมันและเส้นใยดังกล่าวข้างต้น ยังใช้สกัดสารเคมีในการทำกายภาพบำบัด (therapeutics) เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (laxative properties) โดยเฉพาะมีสารประกอบ mucilaginous carbohydrates ที่เรียกกันในชื่อ pentosans ที่พบในส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ด
ความต้องการลินสีดในแง่เป็นแหล่งของ drying oil กลับมีเพิ่มขึ้น และจากการที่เป็นพืชที่มีคุณสมบัติ 2 อย่างในตัว (dual purpose) จึงยังคงเป็นพืชสำคัญอยู่ตลอดมา
เส้นใยลินิน (flax fiber) ที่ได้จากลินิน ปัจจุบันมีปลูกในหลายๆ ส่วนทั่วโลก ทั้งในแง่การใช้ stem fiber และ seed oil ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้
เมล็ดลินสีด มีปริมาณน้ำมันประมาณ 35-45% ซึ่งจัดเป็นพืชน้ำมันหลักที่มีปริมาณกรดไขมัน linolenic zcid (C18:3) สูงถึงประมาณ 40-65% และมีคุณสมบัติว่องไวต่อการเกิด autooxidation ซึ่งเป็นผลให้น้ำมันลินสีดมีคุณสมบัติแห้งเร็ว เหมาะที่จะใช้ในอุตสาหกรรมการทำสีย้อม (paints) และสีเคลือบเงา (varnish) น้ำมันลินสีดดิบ (raw and cold-processed oil) อาจถูกใช้ในแง่โภชนาการได้เช่นกัน กล่าวคือ ในอินเดีย ประมาณ 35-40% ของน้ำมันลินสีดถูกใช้เพื่อการปรุงอาหารเป็น cooking oil เพราะมีส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญของน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำมันลินสีดมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว linolenic (C18:3) ในปริมาณมาก ทำให้เกิดการเหมนหืน (rancidity) ได้ง่าย และมีอายุเก็บรักษาสั้น (short shelf-life) ทั้งการผลิตในเชิงการค้ามีน้อยเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันชนิดอื่นๆ น้ำมันลินสีดจึงถูกใช้ในแง่บริโภคน้อยมาก และได้มีความพยายามอย่างมากที่จะลดปริมาณของกรด linolenic acid ลง ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันมีคุณภาพในการบริโภคดีขึ้นได้ ปัจจุบันมีพันธุ์ที่
เรียกว่า “Linola” แต่การใช้ประโยชน์เป็นน้ำมันเ พื่อบริโภคในตลาดการค้าโลกยังเป็นปัญหาอยู่ เนื่องจากน้ำมันลินสีดต้องแข่งขันกับ น้ำมันทานตะวันและคำฝอย ซึ่งมีองค์ประกอบของกรดไขมันใกล้เคียงกับของ Linola มาก
         ปริมาณโปรตีนในเมล็ดลินสีด อยู่ในช่วง 20-24% หลังสกัดน้ำมันจะได้กาก (meal) ที่ประกอบด้วยโปรตีนเข้มข้นที่เหมาะในการใช้เป็นอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตามกากจะต้องผ่านกระบวนการขจัดเอาเมือก (mucilage) และ สารพิษ inactive toxic constituents เช่น เอ็นไซม์ linamarase ซึ่งจะไปไฮโดรไลซ์สารประกอบพวก cyanogenic glucoside linamarin เกิดเป็นสารพิษพวก hydrocyanic acid (HCN) หรือกรด prussic acid กระนั้นก็ตาม คุณภาพและโปรตีนในกากลินสีดเมื่อเทียบกับของพืชอื่นๆ จัดว่ามีคุณภาพที่ด้อยกว่าเพราะมีปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะ lysine น้อย

ประโยชน์ของ Flaxseed Oil

Flaxseed oil ได้มาจากเมล็ดของต้นปอป่าน ซึ่งเต็มไปด้วยกรดแอลฟา-ไลโนลีนิก หรือเอแอลเอ (alpha-linolenic acid (ALA)) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่จัดอยู่ในกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า-3 โดยเอแอลเอจะพบมากใน flaxseed oil และน้ำมันที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ

ในสภาวะปกติจะมีสมดุลที่เหมาะสมระหว่างโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ในอาหาร เนื่องจากทั้งสองสารจะทำงานไปด้วยกันเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ปกติ โดยกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีหน้าที่หนักคือช่วยลดอาการอักเสบ และกรดไขมันโอเมก้า-6 จะทำให้เกิดการอักเสบ หากมีความไม่สมดุลระหว่างกรดไขมันจำเป็นทั้ง 2 ชนิด จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นมา

นอกจากนี้กรดไขมันโอเมก้า-3 ยังสามารถยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ช่วยขยายหลอดเลือด และ ลดการทำลายเซลล์จากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะต่อระบบเลือด เช่น ลดการเกิดโรคหัวใจกำเริบ ลดการอุดตันในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ลดการเกิดข้ออักเสบ หอบหืด ภูมิแพ้ได้ และ flaxseed ยังอุดมไปด้วยสารที่มีชื่อว่า ลิกแนน (lignans) ซึ่งมีมากกว่าพืชชนิดอื่นถึง 75 เท่า โดยลิกแนนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย เช่น คุณสมบัติในการต้านมะเร็ง โดยได้มีการทดสอบในสัตว์ทดลองที่เป็นเนื้องอกในเต้านม ซึ่งกิน flaxseed พบว่าภายใน 7 สัปดาห์ เนื้องอกได้ฝ่อลง

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ flaxseed คือ อุดมไปด้วยกากใยอาหาร (fiber) ซึ่งช่วยขจัดสารพิษต่างๆ ที่อยู่ภายในลำไส้ และทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งส่วนที่เป็นกากใยอาหารนี้ จะพบในเมล็ด flaxseed แต่ไม่พบใน flaxseed oil ชนิดแคปซูลที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและปฏิกิริยากับยาได้หลายชนิด ดังนั้นการตัดสินใจเลือกใช้ ควรได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่พิจารณาร่วมกับโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยเป็น และยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นที่ผู้ป่วยใช้อยู่เป็นประจำด้วย

ประโยชน์น้ำมันโบราจ (Borage oil)


ประโยชน์น้ำมันโบราจ (Borage oil) 

เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดโบราจ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 6 ชื่อว่า แกมมาไลโนเลอิก (Gamma Liaolemic Acid, GLA )

        น้ำมันโบราจ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องสร้างจากกรดไขมันจำเป็น GLA ไม่พบในพืชน้ำมันทั่วไป หรืออาจพบได้น้อยมาก พบได้ในพืชพวกสาหร่าย และแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น และพบมากในน้ำนมคน เฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกเท่านั้น จำนวนเปอร์เซนต์ของ GLA ในน้ำโบราจ จะมีปริมาณมากกว่าในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

         น้ำมันโบราจมีประโยชนต่อร่างกายมนุษย์ เพราะมี แกมมาไลโนเลนิก (GLA) เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ในการสร้างสารที่มีประโยชน์มากมายในเซลล์ ช่วยรักษาการสร้างสมดุลของการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ และเป็นสารตั้งต้น สารกึ่งฮอร์โมนโพสตาแกลนดิน ที่มีผลมากมายต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวกับประจำ เดือนของสตรี เป็นอาการผิดปกติของสตรี อาจเกิดขึ้นได้ในระยะ 14 วัน

        ก่อนมีประจำเดือน จนถึง 2-3 วันหลังมีประจำเดือน 95% ของ สตรีจะมีอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อยากอาหารมากเกินไป กังวล ตื่นเต้น มึนงง หงุดหงิด ง่วงนอน นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ หอบ เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ แน่นท้อง เจ็บหน้าอก ท้องผูก ท้องเสีย หน้าแดง ปวดศีรษะไมเกรน ปวดข้อ บวมตามมือตามเท้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ปวดอุ้งเชิงกราน เจ็บเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ผิวของเราต้องการกรดไขมันที่จำเป็นเพื่อให้คงสภาพเดิมไม่เหี่ยวย่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผิวหนังจึงต้องการกรดไขมันที่จำเป็นจากอาหารที่เราทานมากกว่าเดิม สำหรับคุณผู้หญิงที่เลิกทานอาหารที่มีไขมันทุกอย่าง เพื่อให้ดูผอมอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีผิวพรรณที่สวยใส เล็บแข็งแรงและผมเป็นเงางาม


       สิ่งที่เห็นได้ชัด หากร่างกายขาดกรดไขมันคือ ผิวหนังจะแห้งและหยาบกร้าน เล็บเปราะและหักง่าย ผมบางลงและไม่เงางาม รวมทั้งเกิดรังแค ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะผิวเสียอย่างรุ่นแรง เช่น อาการคัน โรคผิวหนังอักเสบ หรือ ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง

       แกมมาไลโนเลนิก (GLA) ในน้ำมันโบราจ ยังช่วยเรื่องผิวพรรณของเราได้ด้วย เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผิวของเราก็ต้องการกรดไขมันที่จำเป็น เพื่อให้คงสภาพเดิมไม่เหี่ยวย่น ผิวหนังจึงต้องการกรดไขมันที่จำเป็นจากอาหารที่เรารับประทานมากกว่าเดิม กรดไขมันจำเป็นชนิดแกมม่าไลโนเลอิก (GLA) ที่พบมากในน้ำมันเมล็ดโบราจ มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการยับยั้งการออกฤทธิ์ของสาร Leukotriene B4 ซึ่งเป็นสารเคมีที่กระตุ้นอาการอักเสบ การวิจัยทางคลินิกก็สนับสนุนการใช้น้ำมันเมล็ดโบราจเป็นอาหารเสริม ช่วยในการดูแลสุขภาพอีกทางหนึ่งด้วย

อินนูลิน (Inulin) คืออะไร?

อินนูลิน (Inulin)
 เป็นสารประเภท ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (หมายความว่าน้ำตาลที่นำมาต่อ กันเป็นสายโซ่สั้นๆ)   ลักษณะโมเลกุลของอินนูลินจะคล้ายๆกับเซลลูโลส แต่ต่างกันตรงที่เซลลูโลส จะเป็น กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-…-กลูโคส
แต่อินนูลินจะเป็น
ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-…ฟรุกโตส     ลักษณะเฉพาะคือมีรสชาติที่หวาน คล้ายน้ำตาล จึงมักนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทอาหารหวาน ไอศกรีม  และไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารจึงไม่ให้พลังงานและไม่เพิ่มระดับน้ำตาล นั่นคือข้อได้เปรียบเมื่อใช้แทนน้ำตาล อินนูลินจัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยให้การย่อย และการดูดซึมแป้ง และน้ำตาลช้าลง ซึ่งเป็นผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน  Dietary Supplement Product
 ที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไปก็เพื่อเพิ่ม รสชาติหวาน โดยที่ไม่เพิ่มแคลอรี่

อินนูลิน….สารทดแทนไขมันทางเลือกใหม่สําหรับผู้รักสุขภาพ 

 สารทดแทนไขมันคืออะไร? 
สารทดแทนไขมันคือ สารอาหารหรือสารเคมีที่มีคุณสมบัติบางประการคล้ายไขมัน และอินนูลินยังช่วยให้อิ่ม  ช่วยในระบบขับถ่าย  ช่วยดูดซับ และขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใส และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้  ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติของใยอาหารที่พบในผัก และผลไม้นั้นเอง   และอินนูลินก็จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งด้วย

                 จากงานวิจัยยังพบว่า อินนูลินมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้เจริญเติบโต , ป้องกันการติดเชื้อ  และสภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ให้อยู่ในภาวะสมดุล , เพิ่มการดูดซึมของแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซี่ยม,แมกเนเซียม และธาตุเหล็ก ลดอาการท้องผูกทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

สารอินูลินช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียสาเหตุโรคท้องร่วง ใช้เป็นสารทดแทนไขมันในครีม เนยแข็งและไอศกรีม เพิ่มใยอาหารในผลิตภัณฑ์นม เป็นสารที่ให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน

 

อินนูลิน คือ พบได้ในพืชหลายชนิด ทั้งที่เป็นพืชป่าและพืชปลูก โดยสะสมอยู่เป็นปริมาณมากในส่วนของหัวหรือที่ใช้สะสมอาหาร แต่ก็สามารถพบได้ต้นของพืช พื้นเมืองตระกูลหญ้าในเขตหนาว หรือ แม้แต่ในแบคทีเรีย เช่น Streptococcus mutans

 อินนูลินจัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ อาหารเสริมลดน้ำหนักที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป ก็เป็นเพียงแค่ เพิ่มรสชาติหวาน โดยที่ไม่เพิ่มแคลอรี่เท่านั้น    อินนูลินเป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งรสชาติและเป็นใยอาหารอีกประเภทหนึ่งเท่านั้น  อินนูลินที่เป็นส่วนประกอบนั้นช่วยให้อิ่ม  ช่วยในระบบขับถ่าย  ช่วยดูดซับและขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใส และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้  ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคุณสมบัตินี้ก็คือคุณสมบัติของใยอาหารที่พบใน ผักและผลไม้   และอินนูลินก็จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้น แทนที่จะรับประทานอาหารเสริมที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป รับประทานอาหารที่มีใยอาหารจากอาหารที่เรารับประทานอยู่ในชีวิตประจำวันจะดี  ซึ่งก็ทำให้อิ่ม ช่วยขับสารพิษ  ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ได้เช่นกัน

 

ประโยชน์ที่ได้รับเมื่อบริโภคอินนูลิน

1.       ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร

2.       ส่งเสริมระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ ลดอาการท้องผูก

3.       ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้ใหญ่

4.       ส่งเสริมระบบการดูดซึมอาหาร และแร่ธาตุโดยเฉพาะการดูดซึมแคลเซียม

5.       ส่งเสริมร่างกายในการสังเคราะห์วิตามินบี

6.       ช่วยลดการสังเคราะห์ไขมันทั้งไตรกลีเซอไรด์และคลอเรสเตอรอลที่เกิดจากตับ

7.       ช่วยควบคุมระดับกลูโคสในเลือด ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

8.       ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคกระดูกพรุน

9.       มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องการป้องกันและควบคุมมะเร็งเต้านม

10.   ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

   ดังนั้นการได้รับอินนูลินและโอลิโกฟรุคโตสเป็นประจำจึงช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี แข็งแรง ปราศจากโรคภัย และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

 

                

ประโยชน์ของไฟเบอร์ต่อร่างกาย

เส้นใยอาหาร (Fiber) คืออะไร
ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร ส่วนใหญ่เราจะได้จากส่วนโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมีโครงสร้างประกอบไปด้วยโมเลกุลน้ำตาลมาต่อกันอย่างซับซ้อน Fiber จะไม่โดนย่อยด้วยกรดในกระเพาะอาหารและเอนไซม์ในลำไส้เล็ก มันจึงเป็นกากที่จะไปเบียดบังพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร เวลารับประทานเข้าไปจึงรู้สึกอิ่ม อีกทั้งมันเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน เมื่อรับประทานเข้าไปจึงไม่ก่อให้เกิดพลังงานส่วนเกิน แต่ในทางตรงข้ามมันกลับไปช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันและ คลอเลสเทอรอล อีกด้วย นอกจากนี้มันยังช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากโรค มะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงจากไขมันอุดตันหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเนื่องจากมันช่วยในเรื่องระบบการขับถ่ายให้ดีขึ้นนั่นเองมันจึงช่วยบรรเทาอาการ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ด้วย ไฟเบอร์แบ่งได้ 2 ชนิดคือ

1. ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ เวลาละลายน้ำจะเห็นเป็นลักษณะเมือกๆ พบมากในผลไม้ ถั่ว ข้าวโอ๊ต เป็นต้น

2. ไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ จะพบมากใน ข้าวซ้อมมือ รำข้าว ผักต่าง

ประโยชน์ของไฟเบอร์ต่อร่างกาย

ผลต่อ คลอเลสเทอรอล และ โรคหัวใจ
จากหลายๆการศึกษาวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้เท่านั้นที่สามารถช่วยลดปริมาณ คลอเลสเทอรอล ได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประทานแทนยารักษาได้ และยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน อย่างไรก็ตามไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจ

ผลต่อโรค เบาหวาน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจับพบอีกว่าไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทานไฟเบอร์มากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็น เบาหวาน

ผลต่ออาการท้องผูก-มะเร็งลำไส้
การรับประทานไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเช่นกัน

ลดความอ้วน
เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ ลดน้ำหนัก ได้

แหล่งอาหารที่จะได้รับไฟเบอร์
เราสามารถได้จากพวกธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผลส้มแขก เมล็ดแมงลัก

ข้อควรระวัง
ในรายที่เป็นโรคขาดสารอาหารหรือ วิตามิน หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน

นมเด้ง กับเรื่องที่ควรรู้และต้องระวัง


     ร่างกายผู้หญิงโดยธรรมชาติ ผิวหนังภายนอก และ กล้ามเนื้อภายในของเต้านม จะทำหน้าที่เหนี่ยวรั้งน้ำหนัก ของเต้านมไว้ให้ตั้งขึ้น และเต่งตึงเสมือนหนึ่งเป็นเสื้อยกทรงธรรมชาติ แต่เมื่อสรีระของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการเพิ่มของน้ำหนักตัวอย่างมากมาย หรือหญิงในวัยใกล้หรือในวัยหมดประจำเดือน เต้านมจะหย่อนยานอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยเหล่านี้

      ผู้ลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อ้วน มักจะมีไขมันสะสม พอกพูนบริเวณเต้านมมาก เมื่อน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ ส่วนที่หายไปก่อน คือไขมันส่วนเกินนั่นเอง ผิวหนังภายนอกที่เคยต้องขยาย และอุ้มน้ำหนักเต้านม และไขมันส่วนเกินไว้ก่อนหน้านั้นจึงห้อย และหย่อนยานตามสรีระนั่นเอง เพราะกล้ามเนื้อภายในเต้านม ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติม

หญิงในวัยใกล้และในวัยหมดประจำเดือน

    เต้านมหย่อนยานได้เนื่องจากสาเหตุหลัก คือการลดลงของปริมาณ ฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือด ฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกผลิต และปลดปล่อยออกจากต่อม เนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อ และส่วนต่างๆของร่างกายที่มีสถานีรับ (Receptors) ฮอร์โมนชนิดนี้ หน้าที่สำคัญของเอสโตรเจน คือควบคุมการเจริญเติบโตของเต้านม รังไข่ ช่องคลอดและการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง นอกจากนั้น ยังมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน ซึ่งมีความเสี่ยง ต่อการเปราะ และแตกหักของกระดูกไม่อยากให้เต้านมหย่อนยานก่อนวัย ควรทำอย่างไร

ไม่ควรลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบ ควรจำกัดอาหารไขมัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม จะช่วยลดไขมันส่วนเกินพร้อม ๆ กับการกระชับกล้ามเนื้อภายในให้เต่งตึงได้ดี

สำหรับหญิงในวัยทองซึ่งร่างกายมีการผลิตเอสโตรเจนลดน้อยลงตามธรรมชาติ อาจจะเสริมด้วยอาหารที่มี ส่วนผสมของ‘ไฟโตเอสโตรเจน‘(Phytoestrogen) คำว่า ‘ไฟโต’ แปลว่าพืช หมายถึงสารที่มีลักษณะ และคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน แม้ว่าจะมีประสิทธิผลต่ำกว่าฮอร์โมนถึง 100 – 1,000 เท่าก็ตาม จะพบมากในถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้ และสมุนไพรอื่น ๆ

เช่น กวาวเครือ เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า การที่ร่างกาย ได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนเข้าไปในร่างกายนั้น มีทั้งข้อดี และข้อเสีย

  ข้อดีสำหรับหญิงในวัยทองคือ สามารถทดแทนฮอร์โมน ที่ลดน้อยลงได้บ้างแม้ว่าจะไม่ดีเท่าที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง แต่ก็พบว่าสามารถกระตุ้นให้เต้านมเต่งตึงขึ้น ผิวมีน้ำมีนวลขึ้น อาการหงุดหงิดลดน้อยลง

 

  ข้อเสียคือ ไฟโตรเอสโตรเจนแม้ว่าจะมีฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนมากก็จริง แต่ก็สามารถเข้าแข่งขันกับเอสโตรเจนของร่างกาย ในการเข้ายึดสถานีรับ(Receptor) เอสโตรเจนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และหากไฟโตเอสโตรเจนสามารถเข้าสถานีได้ จะมีผลทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายลดลง ซึ่งกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก และวัยเจริญพันธุ์ ไม่สมควรจะรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนมากเกินไป หรือไม่ควรหาซื้อผลิตภัณฑ์นมเด้งที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตรเจนมาทาถูนวดที่เต้านม เพราะจะให้ผลในทางตรมกันข้ามได้ หญิงในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรก็เช่นกัน ไม่ควรรับประทานหรือทาถูเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตเจน ผู้ที่มีปัญหาโรคทางเต้านมทั้งหลาย ก็ควรจะระวังเช่นกัน

คิดอยากให้นมเด้ง อ่านตรงนี้ก่อน

เอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญมากมาย ต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย เช่นเดียวกับเซลมะเร็ง ก็เจริญเติบโตได้ดีมากอย่างรวดเร็ว ด้วยเอสโตรเจน ดังนั้นการที่ร่างกาย ได้รับเอสโตรเจน หรือสารที่คล้ายคลึงกับเอสโตรเจน จากภายนอกร่างกายไม่ว่าจะโดยการรับประทาน หรือทาถู จึงมีความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโต ของเซลมะเร็งไม่มากก็น้อย เพราะไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นเองโดยธรรมชาติ ผู้ที่อยากสวยจึงพึงสังวรไว้ด้วย

 

 วารสารฉลาดซื้อฉบับที่ 64

คอลัมน์ สวยอย่างฉลาด

รศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

เอสโตรเจน ฮอร์โมนสำคัญของผู้หญิง 1

เอสโตรเจน ฮอร์โมนสำคัญของผู้หญิง

โดย Olivier

เอสโตรเจน Estrogen เป็นฮอร์โมนสำคัญของเพศหญิง เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิต เอสโตรเจน Estrogen น้อยลง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ หรือที่เราทั่วไปรู้จักกันว่า “ผู้หญิงวัยทอง” มาทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียของฮอร์โมน ที่ชื่อว่า เอสโตรเจน Estrogen กันเลยค่ะฮอร์โมนสำคัญของเพศหญิงคือ เอสโตรเจน ที่ทำให้เกิดความอ่อนหวาน ผิวพรรณเนียนนุ่ม มีเต้านม เตรียมพร้อมเป็นแม่ เอสโตรเจน มีผลต่ออวัยวะภายในของเราทุกระบบ ที่สำคัญคือสมอง ที่ช่วยในเรื่องความจำเสื่อม เต้านมจะช่วยผลิตน้ำนม และกระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หัวใจกับตับ ควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอล เป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดเมือกไขมันอุดตันในเส้นเลือด

เพราะฉะนั้นเวลาผู้หญิงเข้าสู่วัยทองจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ผู้หญิงวัยทองจึงเกิดปัญหาด้านอารมณ์ 
จิตใจ เพราะฮอร์โมนมีเอฟเฟคต่อสมอง ปัญหา
ขี้หลงขี้ลืม ความจำเสื่อมก็เกิดจากสมอง มีปัญหากระดูกพรุนเพราะมีเอฟเฟคจากกระดูกนั้นเอง เพราะฉะนั้นเอสโตรเจนจึงเป็นตัวสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคกระดูกพรุนถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่มีเอสโตรเจนจะเกิดอาการตรงข้ามกับข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมด อายุที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายผลิต เอสโตรเจนน้อยลง สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน ก็จะเจอปัญหานี้ ร่างกายก็จะขาด เอสโตรเจนไปโดยปริยาย ผมร่วง 
หัวล้าน

วิธีเสริม Estrogen มีหลายวิธี

1. ทานน้ำมะม่วงสุก, น้ำมะพร้าวอ่อน , กุ๊ยช่าย

2. ทานฮอร์โมนเสริม (ในกรณีที่แพทย์สั่งเท่านั้น)

“การ ลดลงของฮอร์โมนของผู้หญิงและของผู้ชายจะมีความแตกต่างกัน ผู้หญิงมีการลดลงของฮอร์โมนมากกว่าผู้ชาย เห็นได้ว่าในช่วงอายุใกล้กัน 
ผู้หญิงจะดูแก่กว่า เพราะเวลาฮอร์โมนลดลงจะลดเร็ว แต่สำหรับผู้ชายจะค่อยๆ ลดลง จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงของผู้ชายช้ากว่า แต่ของผู้หญิงจะชัดมาก”


จาก : นิตยสาร Modern mom
เรียบเรียง : Momypedia


 

เอสโตรเจน สำคัญกับผู้หญิงอย่างไร 2?


อกหักเรื่อง เล็ก  อกเล็กเรื่องใหญ่


สาว ๆ หรือ หนุ่มที่สาวทั้งหลาย กำลังกังวลเรื่องอกเล็กกันอยู่ใช่ไหม จะทำอย่างไรให้อกเราใหญ่โต มโหฬารได้…แล้วนักคิดประดิฐยาทั้งหลาย ก็ได้หาวิธีการทำให้ อกเล็กเรื่องใหญ่ กลายเป็นอกเล็กเรื่องเล็ก ส่วนใหญ่ก็จะมาในรูปของอาหารเสริม ที่มีส่วนผสมของ “เอสโตเจน” ซึ่งเป็นตัวยาที่จะทำให้นมใหญ่ นมโตได้ดังใจคิด เป็นสินค้าขายดีฮิตติดตลาดกันไป
หลาย ๆ คนมักถามว่าจะกินตัวไหนดี ที่ทำให้นมโต แบบแผงดีไหม  หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนมโตอื่น ๆ ตามแต่ที่จะผลิตกันออกมา  ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนนั้นจะมีอยู่ทั้งชายและหญิง แต่จะพบมากในผู้หญิง มันจะทำหน้าที่แสดงคุณลักษณะเด่นของเพศหญิงออกมา ความสวย อ่อนหวาน ผิวละเอียดอ่อน สดใสมีน้ำมีนวล น่าทะนุถนอมกว่า มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ได้จังหวะจะโคน อะไร ๆ ที่มันแตกต่างจากผู้หญิงนั่นแหละ รวมถึงอวัยวะภายในของผู้หญิงด้วย เฉพาะนั้นชายที่เค้ารักความเป็นหญิง แต่ฮอร์โมนเอสโตรเจนเค้าน้อยกว่า ลำแขนลำขาอาจจะเก้งกาง ไม่สมส่วน ผิวพรรณหยาบกร้าน หน้าอกแบนไม่นูนเหมือนหญิงบางคนเค้าก็จะทานฮอร์โมนเอสโตรเจนนี่คะ เพื่อให้ความเป็นหญิงแสดงออกมา มากกว่าความเป็นชาย ฮอร์โมนนี้ยังสามารถ ป้องกันสิว เร่งผมให้ยาว ผิวขาวผ่องใส กระชับจุดซ่อนเร้น ได้ด้วย
ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันมีอยู่ในอาหารที่เราทานนะคะ เช่น  น้ำมะพร้าวอ่อน มะม่วงสุก มะม่วงกวน น้ำเต้าหู้ ถั่วเหลืองหรือวานกวาวเครือขาวค่ะ

อาหารเสริมที่สกัดมาจากธรรมชาติ ที่เราจะเห็นรูปแบบเป็นแผงๆ หรือ อาจจะมีขายเป็นเม็ด ๆ ก็ได้เช่นกัน พวกนี้จะมีส่วนผสมของฮอร์โมนน้อยกว่าค่ะ โดยจะมีส่วนผสมของตัวอื่น ๆ เข้ามา โดยจะช่วยให้ผิวขาวขึ้น หน้าขาวขึ้นด้วย อะไรประมาณนี้คะ  พวกนี้ทานได้ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงจะน้อยกว่า อาจจะเหมาะกับท่านที่ไม่ต้องการโตมาก เน้นกระชับ และใช้เวลาได้ ใจเย็น

ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน แบบนี้จะมีส่วนผสมของฮอร์โมนเน้น ๆ ทานแล้วเห็นผลเร็ว ถูกใจใครหลาย ๆ คน  และเนื่องจากแบบนี้จะมีฮอร์โมนเยอะ การกิน การใช้ จงมีข้อจำกัดเยอะ ผลข้างเคียงมากกว่าค่ะ เนื่องจากเรากินเข้าไประดับฮอร์โมนในร่างกายเราจะผิดปกติ ต้องปรับตัว อาการเวียนหัว คลื่นใส้ ก็เป็นได้ค่ะ
โดยปกติวิธีการกินนั้นก็ไม่ได้ยากอะไรมากนะคะ  

ชาย สามารถทานได้ตามปกติ ไม่ต้องนับรอบเดือน ทานได้เต็ม ๆ เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ฉีดยาคุม 


หญิง  คำณวณช่วงรอบเดือนด้วยนะคะ ทางที่ดีให้ทานหลังรอบเดือนมาและหมดไปสัก 3 วัน  และรอบที่รอบเดือนจะมาอาจจะล่าช้าไปเล้กน้อย บางคนเป้นอาทิตย์ค่ะ 

ผลที่มีต่อประสิทธิภาพของฮอร์โมนเอสโตรเจน
 – อาหารเสริมและกิจวัตรต่างๆ
  1. นิโคตินและแอลกอฮอล์จะทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงครับ
  2. ยาลดความอ้วนหลายประเภทจะดูดน้ำครับ ทำให้หน้าอกที่บวมเพราะน้ำไม่ใหญ่ขึ้น 🙂
  3. สารสำคัญบางตัวที่หลายๆคนนึกไม่ถึงก็คือ วิตามินซี ซึ่งจะเป็นตัวไปลดประสิทธิภาพของเอสโตรเจนในกระแสเลือดฮะ …. เห็นว่าหลายๆที่นำเสนอ ฮอร์โมนพร้อมวิตามินซีใช่มั้ยฮะ นั่นแหละ…..อิอิ
  4. ยาคุมเป็นตัวเลือกที่ดีในการทานควบคู่กับฮอร์โมนฮะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูปริมาณเอสโตรเจนด้วย เพราะยาคุมมีหลายประเภท ประเภทที่มีเอสโตรเจนมาก มีน้อย หรือกระทั่งไม่มีเลยฮะ– สภาพทางร่างกาย
  1. อายุมากจะเห็นผลช้า โดยเฉพาะวัยที่เลย 35 ปีขึ้นไป
  2. ขนาดเดิมของหน้าอกหากใหญ่อยู่แล้วจะเห็นผลเร็ว โดยเฉพาะไซส์ 32+
  3. ปริมาณฮอร์โมนภายในร่างกายยิ่งมีเยอะยิ่งเห็นผลเร็ว

ปล. เด็ก สตรีมีครรภ์ หรือ ให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง

Fit & Firm in Charge ออกกำลังเพิ่มความฟิต พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

    Hello! เป็นยังไงกันบ้าง ต้อนรับศักราชใหม่มาได้เกือบเดือน  พลังกาย พลังใจ ยังเต็มร้อยอยู่หรือเปล่า ปีใหม่การเริ่มต้นใหม่ เรามาเตรียมพร้อมรับมือ กับสถานการณ์ต่างๆ เริ่มจากมีสุขภาพร่างกายที่ดี ด้วยวิธีออกกำลังในแบบ Basic แต่รับรองว่า ทำให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์ม ตั้งแต่หัวจรดเท้า ช่วยเผาผลาญไขมัน ให้สาว Healthy อย่างคุณมีรูปร่างที่ใครๆต่างอิจฉา และที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ด้วย 8 step ขั้นตอนง่ายๆ

 

 

Tips

สาวหลายคนคงจะมีคำถามว่าเวลาที่ดีในการออกกำลังกายควรจะเป็นเวลาไหนดี คำตอบก็คือ ตามเวลาสะดวกเลยจ้าใครชอบตอนไหน ก็ออกตอนนั้น บางคนชอบตอนเช้า เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลว่าไม่มีเวลาตอนเย็น หรือบางคนชอบตอนเย็น ก็จัดไปเลย เพราะเป็นช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อได้วอร์มอัพมาแล้ว แต่ข้อควรระวังก็คือ ไม่ควรออกกำลังใกล้ เวลานอนเพราะจะทำให้อุณหภูมิ ร่างกายพุ่งสูงขึ้นและอาจนอนไม่หลับได้

   ขอขอบคุณ